ไอเดียแต่งบ้านและสวน การเลี้ยงไม้ด่าง

บ้านในฝันของใครหลายๆคน อาจจะยังไม่สมบูรณ์แบบเหมือนที่ฝันไว้ แต่เว็บไซด์นี้จะช่วยเนรมิตรบ้านในฝันของทุกคนให้เกิดขึ้นได้เพียงแค่ลองเข้ามาเยี่ยมชมข้อมูลในเว็บไซด์นี้ที่รวบรวมทั้งไอเดียการ แต่งบ้าน และ แต่งสวน ไอเดียของทั่วทุกมุมโลก รวมไปถึงข้อมูลการเลือกซื้อ ไม้ด่าง ที่สามารถสร้างเงินให้งอกเงยได้อย่างง่ายดาย

ตกแต่งบ้านและสวน

  • บอนสี ไม้หลักร้อย สู่หลักแสนสร้างรายได้เสริม

    “บอนสี”ไม้หลักร้อย สู่หลักแสนสร้างรายได้เสริม

    บอนสี” กลายเป็นไม้ประดับราคาแรงในยุคโควิด-19 เนื่องจากมีผู้นิยมปลูกประดับบ้านสูง และเป็นต้นไม้ที่มีวิธีเลี้ยงไม่ยากนัก เหมาะกับสภาพอากาศของเมืองไทย ที่มีแสงแดดและความชื้น โดยเฉพาะบอนสีหายากจะกลายเป็นไม้ราคาแรงหลักหมื่น ถึงหลักแสนเลยทีเดียว วันนี้พาคุณมารู้จักกับพืชสายพันธุ์นี้ พร้อมกับวิธีเลี้ยงบอนสีให้สวยงาม คู่ควรกับบ้านเรือนของคุณ ประวัติความนิยม “บอนสี” ในประเทศไทย บอนสีเป็นไม้ประดับที่มีต้นกำเนิดอยู่ทวีปอเมริกา และแพร่หลายในยุโรป ในประเทศไทยนั้นมีบันทึกการนำเข้าบอนสีจากยุโรปมาในปี พ.ศ. 2425 บอนสีโบราณที่นิยมในยุคนั้นชื่อว่า “กระนกกระทา” และ “ถมยาประแป้ง” พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เสด็จประพาสยุโรปครั้งแรกในปี พ.ศ. 2440 ได้ทรงนำบอนสีกลับเข้ามาปลูกในพระบรมมหาราชวัง สร้างความนิยมให้กับฝ่ายใน โดยยุคนั้นสายพันธุ์ที่มีชื่อเสียง คือ “บอนสีเจ้ากรุงไกเซอร์” และ “บอนสีเจ้ากรุงเดนมาร์ก” ภายหลัง “บอนสี” เป็นที่นิยมเลี้ยงเล่นกันในหมู่ขุนนางเจ้านาย และมีผู้นำไปถวายวัดต่างๆ โดยนำหน่อ เมล็ด ไปแลกเปลี่ยนพูดคุยกัน และจัดประกวดกันในกลุ่ม 5 สถานที่รวมตัวของนักเล่นบอนสีในกรุงเทพมหานครเมื่อครั้งอดีต ได้แก่
    1. สนามบาร์ไก่ขาว ต่อมาเป็นที่ตั้งร้านศรแดง อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 2. วัดอินทรวิหาร ย่านบางขุนพรหม 3. บ้านเจ้าคุณทิพย์โกษา คลองบางลำพู 4. วัดสระเกศ ภูเขาทอง 5. ร้านเสาวรส หลังห้างเสาวรส ย่านบางลำพู
    รู้จัก “บอนสีราชินีไม้ใบ” และวิธีเลี้ยงบอนสีให้สวยพร้อมผสมพันธุ์ บอนสี (Caladium) เป็นไม้ประดับที่มีรูปลักษณ์ของใบสวยงาม แตกต่างกันตามสายพันธุ์ และเป็นที่นิยมมาตั้งแต่สมัยโบราณ จนได้รับขนานนามว่า “ราชินีแห่งไม้ใบ (Queen of the Teary Plant)” บอนสีมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Caladium bicolor จัดอยู่ในวงศ์ Areceae  

    วิธีขยายพันธุ์บอนสี 

    บอนสีเป็นไม้ประดับที่ขยายพันธุ์ได้ 4 รูปแบบ ได้แก่
    1. เพาะเมล็ดบอนสีด้วยการผสมเกสรในช่วงหัวค่ำ ซึ่งเป็นเวลาที่ดอกบาน เมื่อผสมติดแล้วจะสังเกตเห็นฝักใน 1 สัปดาห์ และฝักใช้เวลาสุก 30 วัน จากนั้นก็นำเมล็ดไปเพาะเป็นต้นไม้ ระยะเวลางอกส่วนใหญ่อยู่ที่ 15 วัน 2. ผ่าหัวบอนสีหัวที่นำมาขยายพันธุ์ได้ จะต้องมีอายุ 3 เดือน ถึง 1 ปี โดยนำมาผ่าให้มีขนาดชิ้นละ 1 เซนติเมตร ล้างให้สะอาดนำไปชำในกระบะทรายหยาบ หัวใหม่จะงอกภายใน 15 วัน จึงย้ายไปปลูกใหม่ในกระถาง 2-3 นิ้ว 3. แยกหน่อ หน่อของบอนสีที่พ้นมาจากโคนต้นแม่ สามารถแยกไปปลูกได้เมื่อมีอายุ 4 เดือนขึ้นไป 4. เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ บอนสีหายาก และมีราคาสูง มักนำไปขยายพันธุ์ด้วยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ซึ่งจะให้สีใบเหมือนกับต้นแม่ แต่การขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้ก็มีโอกาสกลายพันธุ์สูงถึงร้อยละ 20

    วิธีเลี้ยงบอนสีให้สวย

    แม้ว่ามีวิธีขยายพันธุ์ที่หลากหลายแต่การผสมพันธุ์ด้วยวิธีผสมเกสร เพาะเมล็ด เป็นที่นิยมมากที่สุด เนื่องจากปรับปรุงสายพันธุ์ให้สวยงามขึ้นกว่าเดิมตามลักษณะที่ต้องการได้ ความสวยงามของบอนสี มีคุณสมบัติ 6 ประการ ได้แก่
    1. ความสม่ำเสมอของรูปทรงใบ ลักษณะใบยาว ใบกาบ ใบไผ่ สม่ำเสมอตลอดกันทั้งต้น 2. ความดกของใบบอน ใบแรกที่แทงงอกออกมาก่อนมีความคงทน ไม่ทิ้งใบ และนับใบที่ออกมาทีหลังมีความดก 12 ใบขึ้นไป 3. ความสม่ำเสมอของสีใบบอน สีของใบชัดเจน สม่ำเสมอ ไม่ทิ้งสีของตัวเอง 4. ความสม่ำเสมอของก้านใบ มีลักษณะของก้านใบที่อวบ แข็งแรง 5. ความเป็นระเบียบของก้าน กาบเกาะกัน ไม่แบะออก ก้านใบจัดเรียงได้รูปทรงตามธรรมชาติ 6. ความแปลกของใบ เช่น รูปใบแปลก ก้านใบแปลก
    การเก็บพ่อแม่พันธุ์บอนสี บอนสีที่เป็นพ่อแม่พันธุ์ได้จะมีอายุ 10 เดือนขึ้นไป และบอนสีมักจะทิ้งใบในช่วงเดือนธันวาคมถึงมกราคม จึงนิยมขุดหัวบอนขึ้นมาทำความสะอาดในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ เก็บไว้ในที่ไม่มีแสงแดด และอากาศถ่ายเทดีนาน 3 เดือน จากนั้นก็นำมาลงปลูกใหม่ในช่วงเดือนพฤษภาคม หลังจากนั้น 1-1 เดือนครึ่งบอนจะแทงออกมาใหม่ และเริ่มมีใบที่ 1 จากนั้นก็จะเริ่มออกดอกพร้อมผสมอีกครั้ง การผสมเกสรบอนสี ดอกบอนสีมักจะบานในช่วง 18.00-21.00 น. เพราะฉะนั้นผู้เลี้ยงต้องเตรียมความพร้อม ทั้งอุปกรณ์ และถุงพลาสติกเจาะรู เมื่อใช้มีดกรีดกาบหลอดรังไข่เกสรตัวเมีย และพู่กันสอดป้ายเกสรตัวผู้ในตำแหน่งที่เหมาะสมแล้ว ก็ใช้ถุงพลาสติกเจาะรู 2-3 รู ครอบดอกเอาไว้ เพื่อควบคุมความชื้น ไม่ให้เกสรตัวผู้หล่นออกจากเกสรตัวเมีย มีวิธีสังเกตว่าผสมติดหรือไม่ ด้วยการสังเกตก้านดอกเกสรตัวเมีย ถ้าไม่เหี่ยว และขยายตัว ใน 1 สัปดาห์ แสดงว่าติดฝัก และเก็บเกี่ยวหลังผสมได้ในระยะเวลา 35 วัน การเพาะเมล็ดบอนสี เมื่อล้างเก็บเมล็ด ผึ่งให้แห้งแล้ว ควรนำมาปลูกเพาะภายใน 7 วัน เพราะจะมีเปอร์เซ็นต์การงอกสูง ใน 1 ฝัก มีเมล็ดตั้งแต่ 200-500 เมล็ด โดยมีวิธีการเพาะดังนี้
    1. เตรียมวัสดุปลูก ควรเป็นดินร่วนโปร่ง ในกระถางปากกว้าง รดน้ำให้ชุ่ม 2. หวานเมล็ดให้สม่ำเสมอ ไม่ถี่เกินไป 3. เก็บกระถางไว้ในสถานที่ปราศจากแมลงกัดกิน หรือคลุมกระถางด้วยพลาสติก 3 สัปดาห์ 4. เมื่อต้นกล้าสูงเกิน 2 นิ้ว ให้คัดไปเพาะในกระถาง 4 นิ้ว 5. เมื่อต้นกล้ามีขนาดโตขึ้น ก็ย้ายกระถางเป็น 6 – 8 นิ้ว ต่อไป
    การรดน้ำบอนสี ควรรดน้ำในช่วงเช้า ทุกวัน การให้แสงแดดแก่บอนสี บอนสีชอบแสงแดดร้อยละ 50-70 ควรวางกระถางไว้ในที่ร่มรำไร และยกไปรับแดดในช่วงเวลา 09.00-10.00 น. ในพื้นที่อากาศถ่ายเทสะดวก
  • บอนกระดาด

    มารู้จัก “บอนกระดาด” ไม้ประดับราคาแพง

    ต้นกระดาด” หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “บอนกระดาด”กลายเป็นไม้ประดับทำเงิน เมื่อมีผู้นิยมนำไปจัดใส่กระถาง และปลูกตามบ้านเรือน ปัจจุบันมีจำหน่ายทั้งต้น และเหง้า เพื่อให้ผู้สนใจนำไปปลูกเลี้ยงในบ้านเรือนได้ และที่กลายเป็นไม้กระแส เนื่องจากบอนกระดาดมีความหลากหลายทางสีสัน เมื่อด่างแล้วมีลวดลายสวยคล้ายกล้วยด่างฟลอริดา ทำให้ราคาของบอนกระดาดพุ่งจากราคาหลักร้อย เป็นหลักหมื่น ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้น ต้นกระดาด มีลักษณะใกล้เคียงกับต้นบอน เพราะอยู่ในวงศ์เดียวกัน คนทั่วไปจึงเข้าใจว่ามันคือบอน จึงเรียกกันว่า “บอนกระดาด” ต้นบอนกระดาดมีความสูงได้มากกว่า 1 เมตร ลักษณะจะแตกต่างกันออกไปตามสภาพแวดล้อมและความเด่นด้อยของสายพันธุ์ บอนกระดาดด่าง เกิดขึ้นได้อย่างไร ในความเป็นจริงนั้น บอนกระดาดด่าง หรือไม้ด่างที่พบเจอนั้น ไม่ได้มาจากการตัดแต่งพันธุกรรมหรือการผสมขึ้นมาเพื่อให้ได้ความด่าง แต่การ “ด่าง” นั้นเกิดโดยธรรมชาติ ซึ่งปัจจัยที่จะทำให้ต้นไม้ด่างได้มีหลายสาเหตุ ต้นบอนกระดาดด่างก็เช่นกัน เกิดจากธรรมชาติล้วนๆ เพราะสังเกตุว่า การด่าง ไม่ได้เกิดในจุดเดียวกันทั้งต้นแม่และต้นลูก ในบางครั้งต้นแม่ด่าง แต่ต้นลูกอาจด่างน้อยกว่า หรือต้นแม่ไม่ด่าง แต่ต้นลูกอาจมีความด่างเกิดขึ้น ซึ่งปัจจัยที่จะทำให้เกิดการด่างของพันธุ์ไม้นั้นมีสาเหตุดังนี้
    • การขาดแสงสว่างอย่างเพียงพอข้อสังเกตุไม้ด่างหลายชนิด โดยเฉพาะ กล้วย บอน หรือพันธุ์ไม้อื่นๆ จะพบเจอได้ตามป่าที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอ ทำให้เกิดการสร้างเม็ดสีที่ไม่สม่ำเสมอของใบ
    • การขาดสารอาหารแน่นอนว่าเมื่ออยู่ในป่า มีต้นไม้ใหญ่แทรกและขึ้นปกคลุม จึงต้องแย่งกันหาอาหาร ทำให้สารอาหารไม่เพียงพอจึงเกิดความผิดปกติขึ้นที่รูปใบ เพราะสารและแร่ธาตุบางตัวมีผลต่อการสร้างเม็ดสีของใบ
    • เนื้อเยื่อใบมีอากาศมากอาการดังกล่าวส่งผลให้เมื่อแสงแดดไปตกกระทบตรงใบจะเกิดการหักเหของแสง ทำให้ใบเป็นสีต่างๆ เช่นเทาเงิน แดง หรือน้ำตาล คุณลักษณะนี้จะพบมากในป่าธรรมชาติ และอาการดังกล่าวจะเป็นถาวรไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลต่อต้นที่เกิดกับต้นแม่เดิมในลำดับต่อไปด้วย และสามารถจำแนกเป็นพันธุ์อื่นได้ เช่น พลูลงยา แนบอุรา หรือคล้าบางชนิด
    • เกิดความผิดปกติทางพันธุกรรมเกิดจากการได้รับสารเคมีหรือสารกำมันตภาพรังสี ทำให้ต้นไม้ดังกล่าวกลายพันธุ์จากเดิม นอกจากนี้ยังใช้ในวงการตัดแต่งพันธุ์ต้นไม้เพื่อให้ได้สายพันธุ์ใหม่ที่มีความทนทานหรือมีลักษณะที่เด่นกว่าพันธุ์เดิม แต่ไม่สามารถควบคุมให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ โดยต้นแม่พันธุ์นั้นจะมีความสำคัญในการควบคุมลักษณะด่างได้ดีกว่าต้นพ่อพันธ์
    • เกิดจากโรคบางชนิดอาจเป็นอาการของโรคใบด่างในต้นไม้ หรือ Mosaic Virus ซึ่งเกิดจากไวรัสเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อและสารคลอโรฟิลล์จนส่วนต่างๆ ของต้นและใบไม่สร้างเม็ดสีธรรมชาติ

    วิธีเลี้ยงต้นบอนกระดาด

    ควรเน้นเรื่องแสง ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ไม้ด่างชนิดใด การเลี้ยงต้องดูแลมากกว่าต้นไม้ธรรมดา เพราะการผิดปกติของสายพันธุ์จะทำให้มีการเติบโตช้า ใบมีคลอโรฟิลล์น้อย ควรให้ต้นไม้อยู่ในที่มีแสงรำไรเท่านั้น โดยเฉพาะมอนสเตอร่า หรือฟิโลเดนดรอน หรือบอนกระดาดใบด่าง แต่ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของพรรณไม้ด้วย อย่างไทรด่าง มันสำปะหลังด่าง ชบาด่าง ต้องการแดดจัด จำเป็นต้องปลูกในที่มีแสงแดดครึ่งวันหรือเต็มวันได้ แต่การนำต้นไม้ด่างทุกต้นขณะที่ยังเล็กอยู่ไปปลูกกลางแดดเลยทันทีทำไม่ได้เด็ดขาด ควรให้ต้นแข็งแรงซักระยะก่อนค่อยนำไปกลางแดด สำหรับการให้น้ำ ต้องดูแลไม่ให้น้ำมากเกินไป เพราะใบที่มีคลอโรฟิลล์น้อยกว่าปกติ ทำให้พืชเกิดการคายน้ำยาก ใบอาจฉ่ำน้ำหรือกลายเป็นรอยไหม้ การให้น้ำจึงต้องลดน้อยลงกว่าพันธุ์ไม้ทั่วไปที่เป็นชนิดเดียวกัน ราคา ขึ้นอยู่กับใบอ่อนที่สามารถเห็นความด่างได้ในอนาคต เรียกกันว่า หลอด (ใบอ่อนที่กำลังจะคลี่ในอนาคต) หากสามารถเห็นลวดลายความด่างเป็นแววมาตั้งแต่งอกออกมา จะทำให้เหง้าหรือต้นอ่อนที่มีใบอ่อนแทงออกมานี้มีราคาแพงขึ้นอย่างมาก เพราะราคาขึ้นตามจำนวนใบ และตามลวดลายที่มองเห็นจากใบ ไม่ว่าจะเป็น บอนกระดาดด่าง กล้วยด่าง มอนสเตอร่าด่าง ฟิโลเดนดรอนด่าง หรือไม้ด่างอื่น ก็จะมีราคาเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกถึงเท่าตัว
  • ไทรใบสัก

    ต้นไทรใบสัก ไม้ฟอกอากาศที่ควรมีติดบ้าน

      นอกจากต้นมอนสเตราแล้ว ก็เห็นจะมีเจ้าต้น ‘ไทรใบสัก’ นี่แหละที่ถือว่าเป็นพันธุ์ไม้ในบ้านที่กำลังได้รับความนิยมในตอนนี้ เพราะนอกจากจะมีทรงที่สวยสง่าแล้ว ยังช่วยฟอกอากาศในห้องได้อีกด้วย ช่างเหมาะกับสภาพอากาศของเมืองไทยในตอนนี้

    ทำไมควรปลูกไทรใบสักไว้ในบ้าน

    ต้นไทรใบสัก มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Fiddle Fig (หรือชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ficus Lyrata) เป็นพืชเขตร้อนในตระกูลไทร ซึ่งเหมาะกับอากาศร้อนชื้นแบบบ้านเรา จุดเด่นของไทรใบสักคือมีลำต้นตั้งสูงตรงและโอบล้อมด้วยใบขนาดใหญ่ทรงหยักพริ้วสีเขียวสวยงาม ดูเผินๆ เหมือนต้นไม้ประดิษฐ์ จึงเหมาะกับการปลูกไว้เป็นไม้ประดับภายในบ้าน ร้านอาหาร หรือคาเฟ่ เพราะถึงแม้มันจะเป็นพันธุ์ไม้ที่ชอบแสงแดด แต่ก็สามารถอยู่ภายในอาคารที่มีแดดรำไรได้ ที่สำคัญยังมีประสิทธิภาพในการดูดสารพิษและฟอกอากาศให้สะอาดสดชื่นได้ ดูแลยังไง เริ่มแรกเธอต้องเข้าใจก่อนว่าต้นนี้นางเป็นสาวเขตร้อน ชอบดินโปร่งๆ ไม่ชอบให้มีความอับชื้น และไม่ซึมเปื้อน และถ้าอยากให้นางอยู่รอดประดับบารมีเธอไปนานๆ ทำตามนี้ค่ะ
    • แสง – หามุมในบ้านเธอที่แสงแดดส่องถึงสัก 4-5 ชั่วโมงต่อวัน น้อยกว่านี้นางอาจจะอยู่ไม่ได้ นางอาจจะไม่ทน น้องไทรจะไม่ทน!
    • ดิน – อย่างที่บอก นางชอบดินโปร่งๆ ซึ่งส่วนใหญ่ถ้าเธอซื้อมาเป็นกระถาง ก็ใช้ดินนั้นแหละปลูกไปก่อน ให้นางปรับตัวกับอากาศในบ้านได้แล้วค่อยมาว่ากัน
    • น้ำ – นี่เรื่องสำคัญ เพราะส่วนใหญ่คนที่เลี้ยงไทรใบสักแล้วตายก็เพราะรดน้ำเยอะเกินไปเนี่ยแหละ จะรดน้ำบ่อยแค่ไหน ตรงนี้เธอต้องอาศัยทักษะการสังเกตแบบที่สอนกันมาในวิชา กพอ. ตอนสมัยประถมเนาะ เอานิ้วเธอเนี่ยแหละจิ้มลงไปในดิน ถ้ายังชื้นอยู่ก็ยังไม่ต้องรด แห้งแล้วค่อยรด
    • Tip : จะรดน้ำถี่แค่ไหนขึ้นอยู่กับปริมาณแสงและดินด้วย ถ้าเธอใช้ดินที่โปร่งมากกับโดนแดดทั้งวันก็ต้องรดแทบทุกวัน

    ใบใหม้เกิดจากอะไร

         “ใบไหม้” คือปัญหาโลกแตกที่คนเลี้ยงไทรใบสักทุกคนต้องเจอ และคนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าอาการใบไหม้เกิดเพราะ “ตากแดด” แต่จริงๆ แล้วใบไหม้เกิดจากหลายสาเหตุ แดดมาก+น้ำน้อยก็ไหม้ เพราะขาดน้ำ หรือแดดน้อย+น้ำเยอะก็ไหม้ เพราะรากเกิดติดเชื้อรา ไทรใบสักใบร่วง ทำยังไง อย่างที่ชั้นเกริ่นไปตอนแรกว่านางดราม่าเก่ง คือแบบใครทำไรไม่พอใจ นางทิ้งใบใส่เลยนะ แล้วแบบทิ้งเสียงดัง ทิ้งให้ได้ยินแบบกูทิ้งแล้วนะแบบนี้เลย แต่ไม่ต้องเครียดเนาะเพราะนี่คือปัญหาที่คนเลี้ยงไทรใบสักมือใหม่ทุกคนต้องเจอ โดยเฉพาะตอนที่รับนางเข้ามาอยู่บ้านใหม่ๆ  เหตุผลที่นางทิ้งใบมาจาก 2 สาเหตุหลักคือ
    • รดน้ำเยอะเกินไป สังเกตุได้จากการทิ้งใบล่างๆ แล้วใบเหลืองเป็นหย่อมๆก่อนทิ้ง 
    • รดน้ำน้อยเกิน ด้วยความที่ปกตินางจะใบตั้งชี้ขึ้นแบบเม็ดพริกชีฟ้าตลอดเวลา ถ้าใบเริ่มตกและร่วงก็ต้องรดน้ำ
    • ซื้อที่ไหน
    •  สำหรับคนบ้าต้นไม้แล้วต้องตลาดต้นไม้จตุจักรเท่านั้นนะ เพราะราคาดี เธอเลือกซื้อพร้อมลูบคลำเช็คของได้จนกว่าจะหนำใจก่อนซื้อกลับบ้าน ซึ่งสำหรับจตุจักรชั้นมีทิปเล็กน้อยสำหรับพวกเธอเหล่ามนุษย์เงินเดือนก็คือ ไปซื้อหลังเลิกงานเย็นวันอังคารจะเลิศสุดค่ะ ต้นไม้เพิ่งมาลง แดดก็ไม่ร้อน หาเศษๆเงินในกระเป๋าตังพวกเธอสัก 500 – 1500 บาท แล้วไปโลดค่ะ
  • ต้นไม้ประจำราศรี

    ต้นไม้นำพาความเฮง ความปัง ประจำ12ราศี

    บทความของเราวันนี้เอาใจสายมูที่รักในการปลูกต้นไม้ค่ะ เพราะเรามีต้นไม้มงคลประจำราศีมาแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกัน อ่านจบแล้วต้องไปหามาปลูกกันดูซักต้นนะคะ นอกจากช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับบ้านแล้ว ยังช่วยเสริมโชคลาภ เงินทอง ให้อีกด้วยละค่ะ ซึ่งราศีไหนควรจะปลูกต้นอะไรนั้นไปอ่านพร้อมๆกันเล๊ยยยยย  📍 1.ชาวราศีมังกร มาเริ่มที่ราศีแรกค่ะ ชาวราศีมังกรเป็นนักสู้ชีวิต ทำให้เป็นคนเก่ง ขยันขันแข็ง อดทน และเฉลียวฉลาด มีความเป็นผู้นำ มนุษยสัมพันธ์ดี ชาวราศีมังกรเป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ รักอิสระ ไม่ชอบให้ใครมาสั่ง ชอบแสวงหาอะไรใหม่ ๆ และเป็นนักผจญภัย จึงเหมาะกับต้นเขียวหมื่นปี หรือ Aglaonema จะช่วยเสริมดวงเรื่องการเงิน เสริมอำนาจวาสนาให้กับชาวราศีมังกร ทำให้ดวงเป๊ะปังยิ่งขึ้นไปอีกค่ะ 📍 2.ชาวราศีกุมภ์ มักเป็นคนที่สุขุมนุ่มลึก ไม่ค่อยทำอะไรสะเพร่า ทั้งเด็ดเดี่ยวและไม่ท้อแท้ จึงเหมาะกับ “ ไผ่กวนอิม ” เพราะมีความเชื่อว่าจะช่วยดึงดูดความสงบและความเฉลียวฉลาดในตัวผู้ปลูก และยังเป็นไม้มงคลเสริมฮวงจุ้ย หมายถึงพระโพธิสัตว์กวนอิม นิยมปลูกประดับในอาคารอีกด้วย 📍 3.ชาวราศีมีน เป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ ปรับตัวได้ดี จึงเหมาะกับการปลูก “เปเปอร์หยก” ซึ่งในการปลูกเปเปอร์หยกมีความเชื่อกันว่าจะช่วยดูงดูดเงินทอง โดยเฉพาะคนที่ทำธุรกิจจะช่วยให้ธุรกิจเจริญรุ่งเรือง 📍 4.ชาวราศีเมษ เป็นผู้รักอิสระ ตัดสินใจอะไรฉับไว รักการผจญภัยและมักไขว่คว้าหาเรื่องแปลกใหม่ให้ชีวิตอยู่เสมอ เพราะความไม่ชอบอยู่นิ่ง จึงควรปลูกต้นไม้ที่ดูแลง่ายอย่าง “ลิ้นมังกรแคระ” ซึ่งมีความเชื่อกันว่าจะช่วยป้องกันภัยจากศัตรูได้ 📍 5.ชาวราศีพฤษภ  เป็นผู้รักสวยรักงาม จัดการชีวิตอย่างมีระเบียบ ไม่ใจร้อน จึงเหมาะกับปลูก “ กระบองเพชร ” ซึ่งมีความโดดเด่นด้านความสวยความงามทุกสายพันธุ์ และยังมีความเชื่อตามโหราศาสตร์อีกว่าต้นกระบองเพชร หากนำไปวางไว้ที่โต๊ะทำงาน จะช่วยเสริมดวงให้มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และเสริมดวงเรื่องการเงินได้อีกด้วย 📍 6.ชาวราศีเมถุน เป็นคนที่ปรับตัวเก่ง เข้ากับคนอื่นได้ง่าย จึงเหมาะกับการปลูก “ต้นตระกูลฟิโลเดนดรอ.น ซึ่งเป็นไม้ประดับที่มีหลายชนิดให้เลือก แต่ละชนิดก็จะแตกต่างกันไป เป็นไม้ประดับที่ดูแลง่าย ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดี นอกจากนี้แล้วยังเป็นสัญลักษณ์ของสุขภาพและความสมบูรณ์ สามารถปลูกได้ทั้งในบ้านและนอกบ้าน แถมยังช่วยฟอกอากาศให้บ้านได้อีกด้วย 📍 7.ชาวราศีกรกฎ เป็นคนที่อ่อนไหวง่าย ชอบอยู่กับบ้านมากกว่าออกไปข้างนอก เป็นคนจิตใจอ่อนโยน ชอบช่วยเหลือผู้อื่น จึงเหมาะกับดอกเดหลีสีขาวบริสุทธิ์ ที่ช่วยทำให้บ้านดูสะอาด ดูดซับสารพิษในอากาศ และยังเชื่อกันว่าการปลูกดอกเดหลีนั้นจะนำโชคลาภมาให้กับผู้ปลูก ทำให้อายุยืนยาวได้ 📍 8.ชาวราศีสิงห์ เป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ ชอบเป็นจุดสนใจ ทำอะไรเสร็จรวดเร็ว ว่องไว จึงเหมาะกับต้นไทรใบสัก ที่เป็นไม้ประดับที่มีเสน่ห์ ดึงดูดสายตาได้ดี และยังเชื่อกันว่าการปลูกไทรใบสัก ช่วยเสริมความเป็นสิริมงคล,เสริมฮวงจุ้ยให้กับบ้านอีกด้วย 📍9.ชาวราศีกันย์ เป็นคนที่มีความพิถีพิถัน มักเตรียมพร้อมกับทุกเรื่องอยู่เสมอ เป็นคนที่เก่งด้านการจัดการ ชอบเก็บหอมรอมริบ มีความตั้งใจสูง ชอบหาความรู้ ชอบเป็นที่พึ่ง รับฟังคนอื่นอยู่เสมอ  จึงเหมาะกับการปลูกเฟิร์น ที่ช่วยเสริมให้มีเงินเข้ามาต่อเนื่อง และทำให้การออมทรัพย์ดีขึ้นด้วย แถมยังช่วยเสริมความเป็นสิริมงคล,เสริมฮวงจุ้ยให้กับบ้านอีกด้วย 📍 10.ชาวราศีตุล  เป็นคนที่รักอิสระ รักความยุติธรรม มีอารมณ์ศิลป์ ชอบงานศิลปะ มีสไตล์ที่โดดเด่นใครเห็นเป็นต้องชอบ ชอบเข้าสังคม ชอบพบปะเพื่อนฝูง มีมนุษยสัมพันธ์ดี  จึงเหมาะกับต้นราชินีหินอ่อน เพราะสามารถปรับตัวได้กับหลายๆสภาพแวดล้อม แถมยังมีมีความเชื่อว่าใครปลูกต้นนี้จะดึงดูดให้มีคนรักใคร่เอ็นดูและช่วยเสริมสเน่ห์ให้กับผู้ปลูกอีกด้วย 📍 11.ชาวราศีพิจิก  เป็นคนอารมณ์แปรปรวนตามสถานการณ์ บางครั้งก็ใจเย็น บางทีก็ใจร้อน เป็นคนจิตใจดี มีเมตตา ชอบความท้าทาย ไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ  เป็นคนมีเซนส์ค่อนข้างดี มักจะเข้าอกเข้าใจคนอื่น เหมาะเป็นที่ปรึกษาที่ดี จึงเหมาะกับต้น ว่านงาช้าง จะช่วยเสริมดวงเรื่องโชคลาภ และเป็นต้นไม้ที่ดูแลง่าย ทนต่อสภาพอากาศ 📍 12.ชาวราศีธนู  เป็นคนที่มีความเป็นผู้นำ ชอบเป็นที่ปรึกษาให้กับคนอื่น เพราะเป็นคนที่จิตใจดี เป็นมิตร ชอบให้ความช่วยเหลือ นอกจากนั้นยังเป็นคนใจบุญศุนทาน หาเงินเก่ง มีเงินหมุนเข้าออกตลอดเวลา จึงเหมาะกับ “ ต้นกวักมรกต ”  และมีความเชื่อกันว่าจะเป็นสิริมงคล มีเงินเหลือกินเหลือใช้ เสริมโชคด้านการเงิน ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการเลี้ยงต้นไม้นะค้า 🍀🌵🌱
  • ทริคปลูกกล้วยไม้

    ทริคไม่ลับ!!  เลี้ยงกล้วยไม้ยังไงให้สวยเหมือนตอนซื้อมาครั้งแรก

    หลายคนสนใจปลูกกล้วยไม้เป็นงานอดิเรก ทั้งกล้วยไม้สกุลช้าง สกุลแวนด้า สกุลหวายและกลุ่มคัทลียา แต่มือใหม่หัดปลูกกล้วยไม้มักเจอปัญหา โรคใบจุดดำลึกขอบมีสีเหลืองและเน่าเสียหาย จนต้องตัดต้นทิ้งในที่สุด ความจริง การเลี้ยงกล้วยไม้ให้งาม ไม่ใช่เรื่องยาก ใครๆ ก็สามารถทำได้ หากปลูกดูแลกล้วยไม้ตามคำแนะนำ ดังต่อไปนี้ ก่อนอื่นขอแนะนำให้มือใหม่ทั้งหลาย หัดเรียนรู้ธรรมชาติของกล้วยไม้เสียก่อนว่า กล้วยไม้ เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ในวงศ์กล้วยไม้ (แฟมิลี่) นั้น กล้วยไม้เป็นพันธุ์พืชมีดอกมากกว่า 25,000 ชนิด (สปีซี่ส์) กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของโลก คำว่า กล้วยไม้ ในภาษาอังกฤษ เรียกว่า ออคิด หรือ ออร์คิด มีความหมายว่า ลักษณะโป่งตอนกลาง

    ปลูกกล้วยไม้ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

    การเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ในเขตร้อนชื้น ต้องใส่ใจปรับสภาพแวดล้อม คือ แสงแดด อุณหภูมิ ความชื้น ฯลฯ ให้เหมาะสมและเอื้อต่อการเจริญเติบโตของกล้วยไม้แต่ละสกุล
    1. แสงแดด
    การปลูกกล้วยไม้ จำเป็นต้องพรางแสงให้ตามความเหมาะสมของแต่ละสกุล กล้วยไม้สกุลหวาย ต้องการแสงแดดเพียง 60-70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนแวนด้าต้องการแสงแดดเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา 4-6 ชั่วโมง 
    1. อุณหภูมิ
    กล้วยไม้เขตร้อนเจริญเติบโตได้ดี ที่อุณหภูมิ 25-35 องศาเซลเซียส เมื่อมีการพรางแสงและให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ปัญหาเรื่องอุณหภูมิจึงไม่เกิดขึ้นในบ้านเรา  3.ความชื้น                                                                                กล้วยไม้เกือบทุกสกุลต้องการความชื้นสัมพัทธ์ อยู่ระหว่าง 60-80 เปอร์เซ็นต์ โดยรักษาความชื้นที่บริเวณรากให้อยู่ในระดับที่กล่าวมาข้างต้น สิ่งพึงระวังคือ อย่าให้ลมพัดโกรกแรง และไม่ควรรดน้ำบ่อยเกินไป เพราะจะทำให้บริเวณรากชื้นมากเกินความจำเป็น ในโรงเรือนต้องจัดการให้มีลมพัดผ่านได้ดี 
    1. วัสดุปลูก
    วัสดุปลูก นับเป็นองค์ประกอบสำคัญในการนำไปสู่ความสำเร็จในการปลูกกล้วยไม้ วัสดุปลูกสำหรับกล้วยไม้ชนิดรากอากาศและกึ่งรากอากาศ เช่น สกุลแวนด้า ช้าง เข็ม และกุหลาบ ต้องเป็นวัสดุที่อุ้มน้ำและระบายน้ำได้ดี ได้แก่ ออสมันด้า ซึ่งเป็นเฟิร์นชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นเส้นฝอย แห้งและมีน้ำหนักเบา แต่มีข้อเสียคือ มีราคาแพง ถ่าน ข้อดีมีน้ำหนักเบา อุ้มน้ำและระบายน้ำได้ดี หาได้ง่าย และสะอาด กาบมะพร้าว ข้อดีหาได้ง่าย เก็บความชื้นได้ดี มีข้อเสียคือ เปื่อยยุ่ยง่ายกว่าถ่านไม้ อิฐหัก เก็บความชื้นและระบายน้ำได้ดี หาได้ง่าย แต่ข้อเสียคือ มีน้ำหนักเบา และ โฟม ข้อดีมีน้ำหนักเบา หาได้ง่าย มีความยืดหยุ่นได้ดี ช่องว่างระหว่างก้อนโฟมที่ทำให้เล็กจะเก็บน้ำได้ดี ส่วนวัสดุปลูกของ กล้วยไม้ดิน ให้ใช้อินทรียวัตถุ เช่น เศษใบไม้แห้งหมักให้ได้ที่ผสมกับถ่านและอิฐหัก ก็นับว่าใช้ได้ผลดี 
    1. บำรุงธาตุอาหารในสัดส่วนที่เหมาะสม
    ในสภาพธรรมชาติกล้วยไม้จะได้ธาตุอาหารจากเศษซากพืชที่เน่าเปื่อยผุพัง และเมื่อนำมาปลูกในกระถางหรือกระเช้าจึงจำเป็นต้องให้ปุ๋ยเคมีแทนอินทรียวัตถุในธรรมชาติ คือในระยะ ลูกกล้วยไม้ ที่นำออกจากขวดใหม่ๆ ให้ใช้ปุ๋ยเกล็ดละลายน้ำได้ สูตร 30-10-10 หรือ 10-20-10 หรือสูตรใกล้เคียง อัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ 1 ปี๊บ เดือนละ 2 ครั้ง กล้วยไม้วัยหนุ่มสาว ระยะใกล้ออกดอกใช้ปุ๋ย สูตร 10-20-10 หรือ 15-15-15 อัตรา 50-100 กรัม ต่อน้ำ 1 ปี๊บ 2 ครั้ง ต่อเดือน และระยะแทงช่อ ด้วยปุ๋ย สูตร 16-21-27 หรือ 20-20-20 อัตรา 50-100 กรัม ต่อน้ำ 1 ปี๊บ เดือนละ 2 ครั้ง หลังแทงช่อแล้วไม่จำเป็นต้องให้ปุ๋ยอีก อายุการติดดอกอยู่ระหว่าง 8-24 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ และสายพันธุ์ที่ปลูก 
    1. รู้จักโรคกล้วยไม้และวิธีการแก้ไข
    โรคพืชที่พบได้บ่อยในกล้วยไม้ คือ โรคใบจุด เกิดจากการเข้าทำลายของเชื้อราชนิดหนึ่ง อาการของโรคที่ระบาดในกล้วยไม้แวนด้าพบรอยแผลยาวรีคล้ายกระสวย บริเวณกลางของแผลจะเป็นตุ่มนูน แต่ถ้าหากเกิดที่ใบของกล้วยไม้สกุลหวายพบเป็นจุดสีดำขนาดเล็ก เท่าปลายเข็มหมุดและขยายเพิ่มขนาดขึ้นถึงเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร ยุบลงลึกในเนื้อใบ ขอบแผลสีน้ำตาลอ่อน ต่อมาจะลุกลามทำให้ใบเน่าเสียหาย วิธีป้องกันกำจัด ให้ตัดใบที่เริ่มแสดงอาการของโรคเผาทำลายทิ้งไป หากเกิดการระบาดรุนแรงให้ฉีดพ่นด้วยคาร์เบนดาซิม หรือแมนโคเซบ ตามอัตราและเวลาที่ระบุไว้ที่ฉลาก

ด้วยกระแสการออกแบบตกแต่งบ้านและสวนด้วยตัวเองเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นสไตล์การ แต่งบ้าน แบบ โมเดิร์น ที่ดูเรียบง่าย แบบ มินิมอล ที่ดูน่ารักอบอุ่น หรือจะเป็นแบบ ลอฟท์ ที่ดูเท่ห์และได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ไปจนถึงการ แต่งสวน ให้ดูหรูหราด้วย ไม้ด่าง รับรองได้เลยว่าคุณจะได้รับคำแนะนำที่ตรงใจคุณ

ติดต่อเรา

Tel : 081-635-8895

Line : @DesignHouseTree