จุดอ่อนบ้าน ทำร่างพัง จิตป่วยโดยไม่รู้ตัว

จุดอ่อนบ้าน ทำร่างพัง จิตป่วยโดยไม่รู้ตัว

ใครซึมเศร้า เบื่ออาหาร หน้าหมอง แสบตา เวียนหัว โดยไม่รู้สาเหตุ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและเด็ก ให้ลองสังเกตจุดในบ้านต่อไปนี้ที่อาจเป็นต้นเหตุให้ ป่วย แบบเรื้อรัง ซึ่งเป็นข้อมูลดีๆจาก ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน Research & Innovation for Sustainability Center (RISC) ที่ใส่ใจสุขภาวะของการอยู่อาศัย มาสำรวจตัวเองและบ้านไปพร้อมๆกันเลย
1.สีทาบ้าน ทำให้แสบตา แสบจมูก วิงเวียน
ถ้าอยู่ในบ้านเฉยๆ ก็รู้สึกแสบตา แสบจมูก วิงเวียน บางทีอาจมีสาเหตุจากสีทาบ้านก็เป็นได้ เพราะส่วนประกอบของสีทาบ้านจะมีค่าสารอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile Organic Compound) หรือ VOCs หากเข้าสู่ร่างกายจะทำให้ระบบภูมิคุ้มบกพร่อง ระบบประสาทถูกทำลาย เกิดอาการวิงเวียนศีรษะหน้ามืด แสบตา หายใจลำบาก และหากได้รับในปริมาณมากอาจทำให้หมดสติ แต่ถ้าสะสมในร่างกายเป็นเวลานานจะทำให้เยื่อหุ้มปอดถูกทำลายในที่สุด wellness
การเลือกใช้สีที่ดีต่อสุขภาพ ต้องมีส่วนผสมที่ลดปริมาณสิ่งปนเปื้อนจากวัสดุประสาน (Adhesive) วัสดุยาแนว (Sealant) รองพื้น สี และวัสดุเคลือบผิวภายในอาคารที่มีกลิ่นแรง สร้างความรำคาญ และเป็นผลร้ายต่อสุขอนามัย ควรเลือกใช้วัสดุที่มีการปล่อยสารอินทรีย์ระเหยง่ายต่ำ (Low-VOCs) โดยค่าของ VOCs มี 2 ระดับที่แนะนำ คือ Low VOCs = 5-50 g/l และ Zero VOCs = น้อยกว่า 5 g/l รู้แล้วอย่าลืมดูค่า VOCs ก่อนซื้อสีมาทาบ้านนะ
2.เลือกแสงไฟผิด ก็เบื่ออาหารได้
หลายคนใช้แสงสีขาว Daylight หรือแสงขาวนวล Cool White ในห้องรับประทานอาหาร ซึ่งทำให้อาหารมีสีซีดจาง ดูไม่น่ารับประทานจนเกิดอาการเบื่ออาหารได้ ดังนั้นแสงไฟของห้องรับประทานอาหาร หรือไฟแสงสว่างเหนือโต๊ะรับประทานอาหาร ควรเลือกหลอดไฟที่มีแสงสีส้ม หรือ Warm White ซึ่งมี ค่าอุณหภูมิสีของแสง (The color temperature) 3000 K หลอดชนิดนี้จะเน้นสีของอาหารให้ดูน่ารับประทาน กระตุ้นความอยากอาหารให้กับเด็กและผู้สูงอายุในครอบครัวของเราได้ดีการออกแบบคุณภาพของแสงไฟที่ดี นอกจากระดับค่าอุณหภูมิสีของแสงแล้ว ยังมี ค่าดัชนีชี้วัดความถูกต้องของสี (colour rendering index) และ ค่าการกระพริบของหลอดไฟ (flicker) ซึ่งค่าดัชนีความถูกต้องของสีสูงจะช่วยเพิ่มการรับรู้ของพื้นที่โดยรอบที่เราอยู่ (perception of space) ถ้าแสงที่มีค่าดัชนีความถูกต้องของสีต่ำ จะจำแนกความแตกต่างระหว่างวัตถุหรือการรับรู้ของพื้นที่โดยรอบผิดเพี้ยนไป โดยตรวจสอบค่าดัชนีความถูกต้องของสีที่หลอดไฟได้จากการดูค่า CRI ซึ่งยิ่งค่าสูงก็ยิ่งดี หลอดไฟทั่วไปจะมีค่า CRI ที่ 70-80 แต่สำหรับการออกแบบแสงที่ต้องการมาตรฐานสูง ค่า CRI ของหลอดไฟควรอยู่ที่ 95-100 หรือไม่ควรต่ำกว่า 90

3.พรมสะสมฝุ่น สร้างภูมิแพ้
สังเกตหรือไม่ว่าหลายคนเป็นภูมิแพ้แบบไม่รู้สาเหตุ ซึ่งสาเหตุหนึ่งเกิดจากการปูพรมในบ้านนี่เอง การปูพรมส่งผลต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัยโดยตรง คือ เป็นแหล่งสะสมของฝุ่น ไรฝุ่น เชื้อรา แบคทีเรีย ทั้งยังมีกลิ่นไม่พึงประสงค์หรือกลิ่นอับ และมีสารเคมีระเหยจากวัสดุพรมและกาวที่ใช้ติดตั้ง ซึ่งดีที่สุดคือ ไม่ต้องมีพรมในบ้าน แต่หากยังคงอยากมีพรมตกแต่งบ้านอยู่ ขอแนะนำหลักเกณฑ์ในการเลือกพรม ให้เหมาะสมกับสภาพอากาศเมืองร้อนชื้น และการใช้งานแบบคนไทย wellness
• มีคุณสมบัติต้านทานความชื้นและเชื้อรา เลือกวัสดุที่ระบายความชื้นได้เร็ว ไม่ดูดซับความชื้นเก็บไว้ ซึ่งเทคโนโลยีในปัจจุบัน เช่น นาโนเทคโนโลยี สามารถผลิตให้ตัววัสดุมีคุณสมบัติป้องกันเชื้อราและความชื้นได้
• ใช้พรมชนิดขนสั้น ช่วยลดการสะสมฝุ่นและความชื้น และยังดูแลรักษาง่ายอีกด้วย
• วัสดุทำพรมไม่เป็นอาหารเชื้อรา หลีกเลี่ยงพรมที่ทำจากขนสัตว์ หรือเส้นใยจากพืช เพราะเป็นแหล่งอาหารที่ดีให้กับเชื้อรา เป็นสาเหตุหลักของภูมิแพ้เลยทีเดียว ปัจจุบันมีการคิดค้นวัสดุใหม่ เช่น ใยสังเคราะห์ ใยพีวีซี ที่ผลิตและควบคุมสารต่างๆ ให้ไม่สะสมฝุ่น และไม่สะสมความชื้น
4.ปิดบ้านอับ สร้างเชื้อรา สะสมสารเคมีในบ้าน
• หากพบว่ามีเชื้อราขึ้นกระเป๋า ขึ้นเสื้อผ้า หรือตามเฟอร์นิเจอร์ แถมยังมีกลิ่นอับในบ้าน สาเหตุหลักมาจากการไม่เปิดประตูหน้าต่างให้ลมพัดผ่าน เพราะอาจกลัวฝุ่น แมลง หรือรู้สึกไม่ส่วนตัว การไหลเวียนของอากาศที่ดีจะช่วยพัดพาความชื้นภายในอาคาร รวมถึงหยดน้ำที่เกิดจากการควบแน่นในส่วนต่างๆ ของผนังหรือเฟอร์นิเจอร์ให้ระเหยไปได้ เมื่อลดความชื้นได้จะช่วยลดแนวโน้มการเกิดเชื้อราได้นั่นเอง
• นอกจากนั้น สารเคมีที่ติดมากับเฟอร์นิเจอร์ สีทาภายในบ้าน สารเคลือบผิว รวมถึงของใช้และของตกแต่ง ล้วนมีสารเคมีติดมาด้วยทั้งนั้น หากไม่มีการหมุนเวียนอากาศออกไปบ้าง จะเกิดการสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เกิดอาการแสบตา คัดจมูก การเปิดบ้านระบายอากาศบ้างจึงช่วยลดความเข้มข้นของสารเคมีให้เจือจางลง ลดผลกระทบต่อสุขภาพได้ในระยะยาว
5.เสียงดังรบกวน จนเครียด อารมณ์เสีย
• เคยสังเกตบ้างหรือไม่ว่า เวลาที่ได้ยินเสียงดังๆ เราจะสะดุ้ง ตกใจ และถ้าฟังเสียงดังนั้นไปนานๆ จะรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเฉยๆ หรือทำงาน อ่านหนังสือไม่รู้เรื่องเลย นั่นเป็นเพราะเสียงมีผลต่อการรับรู้ของสมองและร่างกาย ถ้าเสียงที่ได้ยินนั้นอยู่ในช่วงที่ดีต่อการรับรู้ของสมองจะทำให้มีสมาธิและรู้สึกผ่อนคลาย แต่หากเป็นเสียงดังเกินไป หรือที่เรียกว่า “เสียงรบกวน” จะมีผลต่อความรู้สึก ระบบประสาท และสุขภาพของเราไปด้วย
• บ้านของเรามีเสียงดังรบกวนมาจากอะไรบ้าง? ดูจากแหล่งที่มาของเสียงแยกได้ 2 แหล่ง คือ เสียงนอกบ้าน ทั้งเสียงรบกวนที่มาจากข้างบ้าน ถนน และเสียงในบ้านจากห้องติดกันที่ทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ห้องดูทีวี ห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องน้ำ ซึ่งมีวิธีป้องกันเสียงดังรบกวน คือ
การกรองเสียง/ป้องกันเสียงจากภายนอก
• การปลูกต้นไม้เป็นแนวเพื่อกรองเสียงรบกวนเข้ามาในบ้านได้ระดับหนึ่ง
• ปิดรูหรือช่องที่ผนัง หลังคา และประตูหน้าต่างเพื่อกั้นเสียง
• เลือกเปิดหน้าต่างในทิศที่ไม่มีเสียงดังรบกวน
การป้องกันเสียงจากภายในบ้าน
• เสียงดังผ่านอากาศ ให้ปิดรู อุดช่องต่างๆ ที่ทำให้เสียงลอดเข้ามาได้ เช่น ช่องว่างใต้ประตู
• เสียงดังผ่านผนัง พื้น เสียงแบบนี้เป็นเสียงที่ผ่านมาทางโครงสร้าง ทางที่ดีที่สุดคือ แยกห้องที่คาดว่าจะมีเสียงดังให้อยู่ห่างห้องอื่นๆ และจัดกลุ่มห้องที่ไม่ต้องการเสียงไปอยู่ด้วยกัน เช่น ห้องนอน ห้องทำงาน และลดเสียงจากการกระแทกต่างๆ เพื่อไม่ให้เสียงเดินทางผ่านพื้น ผนัง เช่น การปูพรมทางเดิน
6.ปิดบ้านมืด เพิ่มอาการซึมเศร้า
• การปิดบ้านมืดไม่ให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาบ้างนั้น เกิดผลเสียมากมาย อาจจะทำให้รู้สึกซึมลง ไม่กระปรี้กระเปร่า คิดอะไรไม่ออก นอนหลับกลางคืนไม่ดี เนื่องจากแสงธรรมชาติที่มีช่วงคลื่นแสงสีฟ้า (Blue light) เมื่อมีสัดส่วนที่เหมาะสมจะสามารถบำบัดโรคซึมเศร้าหรืออารมณ์ผันแปรตามฤดูกาล (Seasonal Affective Disorder (SAD)
• Ancoli-Israel S, 2003 พบว่า แสงธรรมชาติในตอนเช้าช่วยชะลออาการกระวนกระวายในผู้ป่วยที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer) สอดคล้องกับงานวิจัยของ Mishima K,1994 พบว่า แสงในช่วงเช้าสามารถบำบัดอาการนอนไม่หลับของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม (Dementia) ในผู้สูงอายุ (Anne-Marie Gagné, 2011) การที่เราได้สัมผัสแสงธรรมชาติ นอกจากจะช่วยกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวในการทำงาน รวมทั้งมีผลดีต่อการผ่อนคลายความเครียดและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแล้ว ยังช่วยปรับสมดุลให้ร่างกายสามารถนอนหลับตอนกลางคืนได้ดีขึ้นอีกด้วย
• จากงานวิจัยยังพบว่า หากระหว่างวันไม่ได้รับแสงธรรมชาติ หรือแสง daylight (ประมาณ 5000-6500 K) จะส่งผลให้วัฏจักรนาฬิกาชีวภาพช้าลง 1.1 ชั่วโมงในทุกๆ 24 ชั่วโมง อันเนื่องมาจากการหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินผิดเวลา ทำให้นอนหลับยากขึ้น นอกจากนี้ “แสงสีฟ้าจากหน้าจอโทรศัพท์” จะไปยับยั้ง หรือชะลอการหลั่งของฮอร์โมนเมลาโทนินด้วย